พระไตรปิฏกฉบับมจร. เล่มที่ 4 หน้าที่ 67

พระไตรปิฏกฉบับมจร. เล่มที่ 4
<< | หน้าที่ 67 | >>

กัสสปะ เราถามข้อความนี้กะท่าน

ไฉนท่านจึงละการบูชาไฟของท่านเสียเล่า”

พระอุรุเวลกัสสปะทูลตอบว่า

“ยัญทั้งหลายกล่าวสรรเสริญกามทั้งหลาย

คือ รูป เสียง รสและสตรีทั้งหลาย

ข้าพระองค์ได้รู้ในอุปธิ ๑ ว่า นั่นเป็นมลทิน

เพราะฉะนั้น จึงมิได้ยินดีในการเซ่นสรวง มิได้ยินดีในการบูชา”

“กัสสปะ ใจของท่านไม่ยินดีในรูป เสียงและรสเหล่านั้นแล้ว

เมื่อเป็นเช่นนั้น ใจของท่านยินดีในสิ่งไรเล่า

ในเทวโลกหรือมนุษยโลก กัสสปะ ท่านจงบอกสิ่งนั้นแก่เรา”

“ข้าพระองค์ได้เห็นบทอันสงบ ๒ ไม่มีอุปธิ ไม่มีกังวล

ไม่ข้องอยู่ในกามภพ มีอันไม่แปรเป็นอย่างอื่น

ไม่ใช่ธรรมที่ผู้อื่นจะพึงแนะให้ได้

เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จึงมิได้ยินดีในการเซ่นสรวงมิได้ยินดีใน

การบูชา”

{๕๘} [๕๖] ลำดับนั้น ท่านพระอุรุเวลกัสสปะลุกขึ้นจากอาสนะห่มอุตตราสงค์เฉวียงบ่า ข้างหนึ่ง ซบศีรษะแทบพระบาทพระผู้มีพระภาค กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเป็นศาสดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นสาวก ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเป็นศาสดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นสาวก”

ขณะนั้น พราหมณ์คหบดีชาวมคธทั้ง ๑๒ นหุตเหล่านั้นก็ทราบว่า “พระ อุรุเวลกัสสปะประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักพระมหาสมณะ”

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบความรำพึงในใจของพราหมณ์คหบดีชาว มคธ ๑๒ นหุตเหล่านั้นด้วยพระทัย จึงได้ตรัสอนุปุพพิกถา คือ ทรงประกาศ

๑ อุปธิ ในที่นี้หมายถึงขันธุปธิ ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์อันมีขันธ์เป็นมูล (สารตฺถ.ฎีกา ๓/๕๕/๒๖๐)
๒ บทอันสงบ ในที่นี้หมายถึงบทคือพระนิพพานที่มีสภาพสงบ ที่ชื่อว่า ไม่แปรเป็นอย่างอื่น เพราะไม่มีชาติ ชรา และมรณะ (วิ.อ.๓/๕๕/๒๗)